วันศุกร์, มีนาคม 16, 2555

สรุปสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างวันที่ 1-29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555


 
สรุปสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ระหว่างวันที่ 1-29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555
โดย
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch)
ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2555
 
ข้อมูลสถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำแนกตามศาสนา
 
เสียชีวิต 39 ราย
ไม่ระบุ
พุทธ
มุสลิม
คนร้าย
0
11
20
8
 
บาดเจ็บ 69 คน
ไม่ระบุ
พุทธ
มุสลิม
คนร้าย
0
50
19
0
 ข้อมูลสถิติจำแนกตามประเภทเหตุการณ์
 
ประเภทเหตุการณ์
จานวนเหตุการณ์
คาร์บอมบ์
1
โจมตี
1
โจมตีฐาน
1
ปิดล้อมและปะทะ
4
พบวัตถุระเบิด
1
ยิง
42
วางเพลิง
16
วางระเบิด
8
รวม
74
 
 
ข้อมูลสถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำแนกตามภูมิหลัง
ภูมิหลัง
เสียชีวิต
บาดเจ็บ
รวม
ราษฎร
19
24
43
ตารวจ/ตชด/นปพ
0
6
6
ทหาร
3
32
35
ชรบ/อส/อปพร
3
1
4
ครู/บุคลากรทางการศึกษา
0
0
0
อบต/อบจ
1
0
1
กานัน/ผญบ/ผชบ
3
0
3
ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
2
0
2
เยาวชนไม่เกิด 15 ปี
0
6
6
คนร้าย
8
0
8
รวม
39
69
108
 
 

อ่านต่อ...

แพทย์ ม.อ.เตรียมพบ “ยิ่งลักษณ์” จี้ทบทวนกฎหมายดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

พทย์ และบุคลากรด้านการแพทย์ ม.อ.หาดใหญ่ เตรียมพบ “ยิ่งลักษณ์” งาน ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต จี้ทบทวนกฎหมาย 14 ฉบับ ที่ดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
      
       นายมนูญ หมวดเอียด พยาบาลโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดภูเก็ต ทางคณะแพทย์ศาสตร์ ม.อ. มี อาจารย์แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ และกายภาพบำบัด จะเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือและยื่นหนังสือให้รัฐบาลทบทวน มติ ครม. ที่ได้นำเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จำนวน 14 ฉบับ เมื่อปี 2541 - 2544 โดยมีหนังสือที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 หน้า พร้อมเอกสารแนบจำนวน 100 หน้า ซึ่งเป็นรายละเอียด
      
       “โดยคณะจะเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยประมาณ 17.00 น. หลังจากเลิกงานแล้ว การไปพบนายกรัฐมนตรีของบรรดาแพทย์แผนกต่างๆ พร้อมกับพยาบาล จำนวน 50 คน จะไม่ส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ป่วยแต่อย่างใด” นายมนูญ กล่าว ก่อนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
      
       “บรรดาแพทย์ พยาบาล ที่ศึกษาและทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับผลกระทบ เพราะไม่ได้เข้ารับราชการ ต่างกับแพทย์ พยาบาล ที่สังกัดอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับราชการ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ ประจำโรงพยาบาลอำเภอ จังหวัด แต่พยาบาลและแพทย์ ของ ม.อ. ต่างเป็นพนักงานลูกจ้าง แม้กระทั่งอาจารย์แพทย์เองก็ยังเป็นลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องปลดล็อกกฎหมาย 14 ฉบับนี้ออก”
http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000034339

อ่านต่อ...

รอง ผบ.ตร. รดน้ำศพ 2 ตชด. เหยื่อระเบิด อ.ธารโต

ยะลา - รอง ผบ.ตร. ลงใต้ รดน้ำศพ 2 ตชด.ชุด รปภ.ครู เหยื่อระเบิดในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ก่อนส่งศพขึ้น ฮ.กลับภูมิลำเนาพรุ่งนี้ วันนี้ (16 มี.ค.) เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ศาลาสันติสุข ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ และวางพวงหรีดหน้าศพ ส.ต.ท.จีระวัฒน์ สมคำ อายุ 28 ปี (เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ) และ ส.ต.ท.วรสันต์ แย้มสมัย อายุ 31 ปี (เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา) ทั้งคู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ฉก.ตชด.4412 กก.ตชด.44 ค่ายพญาลิไท จ.ยะลา ประจำฐานปฏิบัติการพื้นที่บ้านแหร ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิด ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อลาดตระเวนดูแลรักษาความปลอดภัยเส้นทางให้กับคณะครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ บนถนนสายภายในหมู่บ้านก่อนถึงสี่แยกบ้านแหร หมู่ที่ 4 ต.บ้านแหร อ.ธารโต ประมาณ 400 เมตร เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ดยมี พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) นายประยูร รัตนเสนีย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา (ฝ่ายความมั่นคง) พล.ต.ประตินันท์ สายหัสดี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา พ.ต.อ.ไพโรจน์ ทานธรรม ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 44 ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาผู้บังคับบัญชา และ เพื่อนร่วมงาน หลังจากนั้น รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบเงินช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจำนวนหนึ่ง นายประยูร รัตนเสนีย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา (ฝ่ายความมั่นคง) ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แก่ครอบครัวของ ส.ต.ท.จีระวัฒน์ สมคำ และ ส.ต.ท.วรสันต์ แย้มสมัย รายละ 500,000 บาท ภายหลังพิธีรดน้ำศพเสร็จสิ้นแล้ว ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการจัดพิธีส่งศพ ของ ส.ต.ท.จีระวัฒน์ สมคำ เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดของผู้เสียชีวิต ที่ อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ส่วนศพของ ส.ต.ท.วรสันต์ แย้มสมัย จะนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ต่อไป โดยจะนำศพไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) สำหรับความคืบหน้าในคดี นี้ พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ ภูธรจังหวัดยะลา และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ที่ 10 จ.ยะลา เร่งตรวจสอบพยานหลักฐานที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้มาดำเนินคดีโดยด่วน ซึ่งคาดว่าเป็นการตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่ ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฉก.16 อ.ธารโต และฝ่ายปกครอง นำกำลังบุกไปจับกุมนายมาหะมะมูเระ โด อายุ 29 ปี และ นายกอเซ็ม โต๊ะ อายุ 29 ปี ภูมิลำเนา ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา แกนนำ RKK ระดับสั่งการ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง จำนวน 4 คดี ในคดีลอบวางระเบิดธนาคารในเขตเทศบาลเมืองเบตง และ ร้านอาหารในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อ ปี 49 หลังก่อเหตุทั้งคู่ได้หลบหนีไปในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วกลับมากบดานในหมู่บ้านบัวทองใต้ หมู่ที่ 9 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา จนกระทั่งถูกจับกุมตัว เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา

อ่านต่อ...

นักธุรกิจยะลาใจถึงทุ่มทุนสร้างโรงแรมใหม่หวังฟื้นเศรษฐกิจที่ปัตตานี

ปัตตานี - นักธุรกิจจากจังหวัดยะลาใจถึงทุ่มงบกว่า 100 ล้าน สร้างโรงแรมแห่งใหม่ที่ จ.ปัตตานี หวังฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมโรงแรมปาร์ควิวรีสอร์ท ปัตตานี นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงแรมแห่งใหม่ของจังหวัดปัตตานี โดยมีข้าราชการ นักธุรกิจ องค์กรเอกชนและภาคประชาชนเข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก นายอาวุธ เจษฎาไกรสร กรรมการผู้จัดการโรงแรมปาร์ควิวรีสอร์ท ปัตตานี กล่าวว่า ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบที่ทุกฝ่ายวิตกกังวล ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการต่างๆ ใน จ.ปัตตานี ตนเองซึ่งเป็นชาวจังหวัดยะลา เห็นว่า ปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเชื่อมั่นในเสถียรภาพความปลอดภัย จึงได้ก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเพื่อนบ้าน ต้อนรับนักท่องเที่ยวและบุคคลสำคัญที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในจังหวัดปัตตานี สามารถใช้เป็นที่พัก ที่ประชุมสัมมนา จัดงานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งมีงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ในพื้นที่ 8 ไร่ ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 77 ห้อง ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ 1 ห้อง ห้องประชุมย่อย 5 ห้อง มีห้องอาหารที่เป็นครัวฮาลาล ที่สำคัญ สามารถสร้างงานสร้างรายได้แก่เจ้าหน้าที่ ที่เป็นบุคลากรจำนวน 90 คน ซึ่งกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานีได้ชะลอตัว การท่องเที่ยวซบเซา การลงทุนเงียบเหงา รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายไม่อาจประเมินค่าได้ ในนามจังหวัดปัตตานี จึงขอแสดงความชื่นชมยินดี ขอบคุณที่ได้แสดงศักยภาพความกล้าหาญ ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงแรม ที่ปัตตานี ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดปัตตานี พร้อมทั้งขอให้ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่เอาเปรียบผู้บริโภคอีกด้วย ส่วนที่เหลือ

อ่านต่อ...

วันพุธ, มีนาคม 14, 2555

ฮิซบุลลอฮ์’ คือใคร ?

ที่ผ่านมาชื่อ ‘ฮิซบุลเลาะฮ์’ ได้รับการพูดถึงบ่อยๆ ในบ้านเราจากกรณีที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เตือนชาวอเมริกันที่เดินทางและที่พำนักอยู่ในประเทศไทยให้ระวังการก่อการร้าย โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว ตามมาด้วยการที่ทางการไทยควบคุมตัวชาวต่างชาติ ซึ่งต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ และการตรวจค้นอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร แล้วพบสารเคมีที่ต้องสงสัยว่าอาจถูกใช้เพื่อการประกอบเป็นระเบิดร้ายแรง เรื่องนี้มีทั้งการระบุออกมาจากทางการไทย มีทั้งการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายต่างๆ ในไทย ในหลายๆ แง่มุม แต่จะอย่างไรก็ตาม คำว่า ‘ฮิซบุลเลาะฮ์’ ก็ดังขึ้นในไทยแล้ว ฉะนั้น การรู้ ปูมหลังของ ‘ฮิซบุลเลาะฮ์’ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำว่า ‘ฮิซบุลเลาะฮ์’ (Hizbullah) ประกอบขึ้นจากคำนามภาษาอาหรับ 2 คำที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกัน คือคำว่า ‘ฮิซบฺ’ กับ ‘อัลเลาะฮ์’ ทั้ง 2 คำรวมกันแปลว่า ‘พรรคของพระเจ้า’ (The Party of God) ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโองการหนึ่งของอัล-กุรอานที่ว่า “และผู้ใดให้อัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา เป็นมิตรแล้วไซร้ แท้จริงพรรคของอัลลอฮ์นั้น คือ พวกที่ชนะ” (อัลมาอิดะฮ์ : 56) ฮิซบุลเลาะฮ์เป็นองค์กรของชาวมุสลิมชีอะฮ์ในเลบานอนภาคใต้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะที่เป็นองค์กรช่วยเหลือสังคม กิจกรรมของกลุ่มมีทั้งการทำสื่อ การ ช่วยเหลือด้านการศึกษา การบริการสาธารณสุข การวิจัย ฯลฯ ซึ่งบทบาทด้านการช่วยเหลือสังคมดังกล่าว ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากที่สุดขององค์กรนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองในเลบานอนยุติลงเมื่อหลายปีก่อน นอกจากนั้น กลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ยังเข้าไปเล่นการเมืองในระดับชาติ แม้กระนั้นก็ตาม คนส่วนใหญ่ทั่วโลกกลับรู้จักฮิซบุลเลาะฮ์ในฐานะที่เป็นกลุ่มขบวนการ ติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรงเพียงด้านเดียวมากกว่า บางคนถึงกับประณามฮิซบุลเลาะฮ์ว่าเป็น กลุ่มก่อการร้ายด้วยซ้ำไป เพราะเป็นกลุ่มที่เคยสร้างความเสียหายให้แก่สหรัฐฯ และอิสราเอลมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง แม้จะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1982 แต่จุดกำเนิดของฮิซบุลเลาะฮ์ก็เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านั้น เริ่มจากการที่นักการศาสนา ชาวอิหร่านคนหนึ่งที่ชื่อ มูซา ศอดร์ (Musa Sadr) ซึ่งย้ายมาอยู่ที่เลบานอนทางภาคใต้ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ได้ก่อตั้งขบวนการหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า ‘ขบวนการของคนด้อยโอกาส’ (Movement of the Deprived) ที่เรียกร้องสิทธิและการปกป้องคนยากคนจนในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน โดยมีกองกำลัง ‘อะมัล’ (Armal) เป็นปีกทางการทหารที่คอยสู้รบกับศัตรูในสงคราม กลางเมืองที่เกิดขึ้น มูซา ศอดร์ หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างที่ไปเยือนลิเบียในปี ค.ศ.1978 แม้กระนั้นชื่อของเขาก็มักถูกอ้างถึงอยู่บ่อยๆ ในคำแถลงการณ์ของ ซัยยิด ฮัซซัน นัศรุลเลาะฮ์ ซึ่งเป็นผู้นำคนปัจจุบันของกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุดมการณ์ของ ‘ขบวนการของคนด้อยโอกาส’ ไม่ได้หายไปพร้อมๆ กับตัวผู้นำของขบวนการแต่อย่างใด กลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในช่วงที่อิสราเอลเข้ามารุกรานเลบานอนในปี 1982 เป้าหมายหลักของกลุ่มจึงอยู่ที่การต่อต้านการยึดครองเลบานอนของอิสราเอล พร้อมกันนั้น ก็พยายามสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชุมชนชาวชีอะฮ์ทางภาคใต้ของประเทศ พลังอำนาจของกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ เพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ดุเดือดที่สุดตลอดช่วงทศวรรษที่ 1980 จนในที่สุดกองกำลังของฮิซบุลเลาะฮ์ก็เข้มแข็งขึ้นจนสามารถเข้ามาแทนที่กองกำลังอะมัลในพื้นที่รอบๆ กรุงเบรุตได้ การต่อต้านกองกำลังอิสราเอลของกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นตามวันเวลา จากการทำสงครามตามรูปแบบก็เปลี่ยน มาเป็นใช้การสู้รบแบบกองโจร จนอิสราเอลไม่สามารถอดทนต่อความสูญเสียของฝ่ายตนได้ จึงตัดสินใจถอนทัพออกไปจากเลบานอน ในปี 2000 นอกจาการต่อต้านอิสราเอลแล้ว ฮิซบุลเลาะฮ์ยังเข้าไปเล่นการเมือง โดยสามารถครองที่นั่งในรัฐสภาได้ถึง 23 ที่นั่ง จากทั้งหมด 128 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2005 รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและน้ำคนปัจจุบันก็เป็นสมาชิกของกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ ความจริงกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกหลังสงครามกลางเมืองในปี 1992 แล้ว อย่างไรก็ตาม เป้าประสงค์ที่แท้จริงของการก่อตั้งกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์คือ การปลดปล่อยเลบานอนจากการยึดครองของอิสราเอล ฮิซบุลเลาะฮ์ถือว่าอิสราเอลเป็นรัฐที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างผิดกฎหมาย เพราะได้มาจากการแย่งชิงดินแดนของชนชาติอื่น แม้ว่าอิสราเอลจะถอนกำลังออกไปจากเลบานอนแล้ว แต่ฮิซบุลเลาะฮ์ก็ยังมีอีก 2 ภารกิจที่จะต้องสะสาง คือปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนชีห์บาอฺ ฟาร์ม (shebaa Farms) ที่ยังอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล และการช่วยเหลือนักโทษชาวอาหรับที่ถูกอิสราเอลจับกุมไว้ ในประเด็นแรก ชีห์บาอฺ ฟาร์ม ตามทรรศนะของรัฐบาลเลบานอน ถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน อิสราเอลกลับอ้างว่าดินแดนนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีเรียที่ถูกอิสราเอลยึดครองอยู่ ทั้งนี้ ชีห์บาอฺ ฟาร์ม ถือเป็นดินแดนที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นดินแดนที่อยู่สูงกว่าที่ราบสูงโกลาน (Golan Heights) ของซีเรีย ซึ่งเป็นดินแดนที่อิสราเอล ยึดครองมาตั้งแต่หลังสงคราม 6 วันในปี 1967 ประเด็นต่อมาคือเรื่องการช่วยเหลือนักโทษชาวอาหรับ ซึ่งมีจำนวนกว่า 10,000 คน ทั้งที่เป็นชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับรวมกัน ในจำนวนนี้มีนักโทษอยู่ประมาณ 2,000 คนที่เป็นชาวเลบานอน การแลกเปลี่ยนตัวประกันเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเยอรมันรับอาสาเป็นคนกลางในปี 2004 ในครั้งนั้น ปรากฏว่า อิสราเอลยอมปล่อยตัวประกันชาวอาหรับ 430 คน เพื่อแลกกับนายทหารอิสราเอล 3 นาย และนักธุรกิจอิสราเอลอีก 1 คน แต่ความจริงก็มี อยู่ว่า ตัวประกันชาวอาหรับที่ยังถูกอิสราเอลจับกุมโดยไม่มีการไต่สวนพิจารณาความผิดยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนนับหลายพันคน ด้วยเหตุนี้ ฮัซซัน นัศรุลเลาะฮ์ จึงเตือนอิสราเอลมาตลอดว่าจะจับตัวประกันชาวอิสราเอลเพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพของชาวอาหรับต่อไป ฮิซบุลเลาะฮ์ไม่ใช่พรรคการเมืองตามความหมายของตะวันตก เพราะไม่ได้มีโครงสร้างพรรคอย่างเป็นทางการและไม่มีรายชื่อสมาชิกตายตัว แม้ว่าจะมีเป้าหมายเดียวกันกับพรรค การเมืองทั่วไปก็ตาม การให้ความสำคัญต่อบทบาทนักการศาสนา (อุลามาอฺ) ในสังคมนับเป็นลักษณะพื้นฐานของอุดมการณ์ของกลุ่ม ผู้นำของฮิซบุลเลาะฮ์เชื่อว่า มีเพียงนักการศาสนาเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งสำนึกแห่งความเป็นอิสลาม หรือที่เรียกโดยกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์เองว่า ‘สำนึกแห่งการสร้างเอกภาพ’ (the consciousness of unification) ความเชื่อนี้อธิบายถึงพลังอำนาจผูกขาดที่นักการศาสนามีอยู่ในพรรค เชค อิบรอฮีม อัล-อมีน (Shaykh Ibrahim al-Amin) เห็นว่าอำนาจของนักการศาสนานั้นไม่มีขอบเขตจำกัด สำหรับอุดมการณ์ของฮิซบุลเลาะฮ์แล้ว ความอยุติธรรมมีต้นเหตุปัญหามาจากมนุษย์ อันเป็นผลมาจากการที่คนบางกลุ่มกระทำต่อผู้อื่น พวกเขาเชื่อว่า ความยุติธรรมและความเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้ผ่านการพยายามของมนุษย์ โดยใช้กระบวนการการปฏิวัติ หากจะพูดถึงกระแสความนิยมของคนเลบานอนที่มีต่อกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ คงต้องกล่าวว่าเนื่องจากฮิซบุลเลาะฮ์เป็นกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ ทำให้กลุ่มได้รับความนิยมชมชอบจากชาวมุสลิมชีอะฮ์ภายในประเทศที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต และทางภาคใต้ของเลบานอน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว กลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์มีกิจกรรมการให้บริการแก่พลเรือนอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องการวิจัย การบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการสังคม และการสื่อสาร กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่เสริมส่งให้กลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ได้รับความนิยมชมชอบ ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคมเลบานอนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของฮิซบุลเลาะฮ์ที่สามารถขับไล่อิสราเอลออกไปจากประเทศในปี 2000 ก็ยิ่งเพิ่มกระแสความนิยมให้แก่ฮิซบุลเลาะฮ์เป็นอย่างมาก และจากการที่ซีเรียต้องถอดถอนกองกำลังออกไปจากเลบานอนตามมติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปลายปี 2006 ทำให้กองกำลังของกลุ่มอิซบุลลอฮ์เป็นกองกำลังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวเลบานอนจำนวนมากจึงเชื่อว่า ผู้ที่จะปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศได้ ก็มีแต่กองกำลังของกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์เท่านั้น ในสายตาของโลกมุสลิมภายนอก ฮิซบุลเลาะฮ์ถือเป็นองค์กรหนึ่งในไม่กี่องค์กรที่สามารถท้าทายพลังอำนาจของอิสราเอล (ที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ) และเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านสังคม การเมือง และการทหาร ฉะนั้น ยิ่งชาวเลบานอนถูกอิสราเอลทำร้ายมากเท่าใด ก็จะยิ่งเพิ่มกระแสความนิยมให้แก่กลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์มากขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับสหรัฐฯ อิสราเอล อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลียแล้ว ฮิซบุลเลาะฮ์ คือกลุ่ม ‘ก่อการร้าย’ ที่ไม่แตกต่างอะไรมากนักกับอัล-กออิดะฮ์ของอุซามะฮ์ บิน ลาดิน แม้ว่ารัฐบาลเลบานอนและอีกหลายๆ ประเทศ จะให้การยอมรับฮิซบุลเลาะฮ์ในฐานะที่เป็นขบวนการปลดปล่อยที่มีความชอบธรรมก็ตาม

อ่านต่อ...

เขาคือ ส.ส. มลายูคนแรกของจังหวัด ‘นราธิวาส’

นายอดุลย์ ณ สายบุรี หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตนกูอับดุลยาลาล์ นาเซร์ เป็นผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองสายบุรีซึ่งเป็นเจ้าเมือง 1 ใน 7 เจ้าเมืองที่ทางราชการไทย ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เรียกว่า ‘เจ้าพญาแขก 7 หัวเมืองปักษ์ใต้’ ประกอบด้วย เมืองปัตตานี เมืองสายบุรี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองยาลอ เมืองรามัน และเมืองระแงะ การปฏิรูปการปกครองครั้งสําคัญ สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยุบเมืองและฐานะเจ้าเมืองต่างๆตามหัวเมืองฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ และหัวเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เจ้าเมืองบางคนไม่พอใจและไม่ยอมรับอำนาจจากส่วนกลางที่ส่งข้าหลวงไปปกครอง ได้แก่ พระยาวิชิตภักดี หรือ ตนกูอับดุลกาเดร์ บินกอมารุดดิน ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปัตตานีคนสุดท้าย เมืองปัตตานีเป็นเมืองสําคัญในคาบสมุทรมาลายู มีประวัติศาสตร์ความเป็นรัฐชาติ ที่มีความเจริญ รุ่งเรืองและมีอารยธรรมที่มีความโดดเด่นมาอย่างยาวนานในอดีต การแสดงการขัดขืน พระราชอำนาจ จนในที่สุดถูกสำเร็จโทษเอาไปกุมขังที่เมืองพิษณุโลกเป็นเวลา 4 ปี เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้ว ได้ออกจากราชอาณาจักรไทยไปลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเดิมเป็นของ พระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนไปเป็นของปวงชนชาวไทย มีรัฐบาลทำหน้าที่บริหารราชการ แผ่นดินและมีรัฐสภาเป็นที่ตรากฎหมาย รัฐสภาชุดแรกแต่งตั้งโดยอำนาจของคณะราษฎร เมื่อ วันที่ 28 มิถุนายน 2475จำนวน 70 คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว และต่อมาได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทางอ้อมจำนวน 78คน โดยวิธีรวมเขตจังหวัด ให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน 2476 เป็นสมาชิกรัฐสภาชุดที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2480 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงจากราษฎร นายอดุลย์ ณ สายบุรี ซึ่งเป็นปัญญาชนมลายูคนแรก ที่ผ่านการเรียนหนังสือ จากโรงเรียน วชิราวุธ ที่กรุงเทพได้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และเป็นคนแรกของชาวมลายูในจังหวัดนราธิวาส ต่อมา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2481 นายอดุลย์ ณ สายบุรี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาสเป็นครั้งที่สองและดำรงตำแหน่งอยู่ยาวจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2488 นับเวลาได้ 7 ปี เนื่องจากระหว่างนั้นได้เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา(สงครามโลกครั้งที่ 2) รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้นำประเทศไทยเข้าสู่สงครามร่วมกับญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงได้ออกพระราชบัญญัติขยายเวลาสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ออกไปจนกว่า สงครามจะยุติลง ย่อมเป็นธรรมดาที่ราษฎรทุกหย่อมหญ้าต้องประสบกับความเดือดร้อนและทุกข์ยากลำบากในระหว่างศึกสงคราม สำหรับราษฎร ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วมีทุกข์ยิ่งกว่า เพราะนอกจาก ต้องทนทุกข์ยากลำบาก จากภาวะสงครามแล้ว ยังประสบทุกข์กับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ประกาศนโยบายชาตินิยมไทย ปลุกจิตสำนึกความเป็นไทย ไม่ยอมรับวัฒนธรรมของราษฎรที่มีความแตกต่าง ทางด้านศาสนา และชาติพันธุ์ โดยเฉพาะราษฎรชาวมลายู ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการที่รัฐบาลห้ามไม่ให้ราษฎรกินหมากกินพลู และบังคับให้แต่งกาย ในลักษณะที่เป็นสากล ห้ามมิให้แต่งกายแบบประเพณีนิยมของราษฎรที่จะออกไปนอกบ้าน มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง ตนกูปัตตารอ นาเซร์ ซึ่งเป็นพี่ชายของนายอดุลย์ ณ สายบุรี ได้ออกจากบ้านไปตลาดสายบุรี โดยแต่งกายแบบชาวมลายู คือนุ่งโสร่ง และใส่เสื้อมลายู และสวมหมวกกะปิเยาะ ถูกตำรวจจับกุมไปคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอสายบุรีหลายชั่วโมง สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ราษฎรที่รู้เห็นเป็นอย่างมาก จนในที่สุด ในปี 2487 สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอดุลย์ ณ สายบุรี ได้อภิปรายในสภาว่ารัฐบาลจอมพล ป. ข่มเหงรังแกพี่น้องมุสลิม ทำให้ไม่อยากเป็นคนไทย เพราะรู้สึกเป็นการเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก จากบทบาทที่ปกป้องสิทธิประโยชน์ของราษฎรนี้เอง ทำให้ข้าราชการในพื้นที่ หมายหัว และเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ยุยงส่งเสริม ให้ราษฎรกระด้างกระเดื่อง ต่อทางราชการ และได้ติดตามพฤติกรรม ของนายอดุลย์ฯรายงานต่อหน่วยเหนือโดยใช้ข้อมูลที่ไม่ ถูกต้อง ทำให้นายอดุลย์ฯ ต้องอยู่อย่างระมัดระวังตัว อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เขายังอยู่ในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังสงครามมหาเอเซียบูรพายุติลง ในปี 2488 นายอดุลย์ฯ จึงได้หลบหนี ออกจากประเทศไทย ไปอยู่ที่อำเภอปาเสปูเตะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย และต่อมาได้รับการชักชวนจากกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้เป็นประธานขบวนการปลดแอกแห่งชาติปัตตานี (BNPP=Barisan National Pembebasan Patani) ใช้ชีวิตอยู่จนถึงปี 2521 นายอดุลย์ ได้เสียชีวิตลง ในดินแดนที่ไม่ใช่มาตุภูมิของตน ส่วนขบวนการ BNPP ก็ได้สลายตัวไปโดยปริยาย ในปี 2519 ผู้สื่อข่าวหนังสืออาทิตย์รายสัปดาห์ ได้ไปสัมภาษณ์ นายอดุลย์ ณ สายบุรี ที่บ้านปาเสปูเตะ รัฐกลันตัน ผู้สื่อข่าวได้ถามท่านว่า มีแผนการจะกลับสู่มาตุภูมิอีกหรือไม่ นายอดุลย์ฯ ตอบว่า “หากเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีเหมือนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) เขาพร้อมที่จะกลับไปตายบนผืนแผ่นดินเกิด”

อ่านต่อ...

วันอังคาร, มีนาคม 13, 2555

เหิมหนัก!ปาบึ้มไล่ไทยพุทธ กองกำลัง RKKยิงถล่มอบต.ชิงเอ็ม16

กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงก่อเหตุสร้างสถานการณ์รุนแรงไม่เว้นแต่ละวัน โดยเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเหตุร้ายเกิดขึ้นหลายจุด เริ่มตั้งแต่เวลา 9.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันบริเวณ ม.6 บ้านลูธู ต.ปล่องหอย มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย ทราบชื่อคือ นายดอเดะ เดงลา อายุ 50 ปี สมาชิก อบต.ม.6 ต.ปล่องหอย ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน อาก้าจำนวนหนึ่งตกในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายได้นั่งพักผ่อนที่ม้านั่งบริเวณจุดเกิดเหตุ พร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือ ระหว่างนั้นมีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 4-5 คน แต่งชุดคล้าย เจ้าหน้าที่ ใช้รถยนต์เก๋งสีดำไม่ทราบเลขป้าย ทะเบียนเป็นพาหนะ ก่อนกระหน่ำยิงใส่ผู้ตาย จากนั้นได้หยิบอาวุธปืน M16 และปืนพกสั้น 9 มม. ของผู้ตายหลบหนีไป

ลูกซองส่องอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่ ส่วนในเวลา 10.00 น. ร.ต.ท.วิวัฒน์ พงษ์ปัญญาศรี ร้อยเวร สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงที่บริเวณศาลารับซื้อ ขี้ยางพารา ริมถนนสายปูลาไซร์-ยี่งอ ช่วงบริเวณบ้านคอลอแว ม.6 ต.ยี่งอ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.นันทเดช ย้อยนวล รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.ท.พูลศักดิ์ เซ็งแซ่ รอง ผกก.ป.สภ.ยี่งอ และกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่ง รพ.ระแงะ ทราบชื่อคือ นายอัสฮา ตาเย๊ะ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 ม.8 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งอดีตเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคอลอแว ม.6 ต.ยี่งอ ถูกคนร้ายยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองที่บริเวณลำตัว อาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเหตุการณ์ เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ตายและพวกรวม 3 คน นั่งคุยอยู่ในศาลาระหว่างรอรับซื้อขี้ยางพาราจากเพื่อนบ้านอยู่นั้น มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีฟ้าไม่ทราบหมายเลข ทะเบียนเป็นพาหนะ มาจอดที่บริเวณริมถนน หน้าศาลา แล้วใช้อาวุธปืนลูกซองยาว ยิงใส่ 2 นัดซ้อน กระสุนถูกนายอัสฮา ได้รับ บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ปาบึ้ม!ขู่ไทยพุทธออกนอกพื้นที่ จากนั้นในเวลา 12.00 น. ร.ต.ท.วิวัฒน์ พงษ์ปัญญาศรี ร้อยเวร สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่บ้านพักเลขที่ 48/1 ม.8 ต.ละหาร อ.ยี่งอ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.นันทเดช ย้อยนวล รอง ผบก. ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.ท.พูลศักดิ์ เซ็งแซ่ รอง ผกก.ป.สภ.บาเจาะ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยพบ ว่า บริเวณลานสนามหน้าบ้านมีร่องรอยระเบิดเป็นหลุมลึก 5 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว และ มีชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องชนิดขว้าง ที่ผลิตเองใส่ไว้ในกระป๋องสเปรย์ หนัก 0.5 กก. ตกกระจายเกลื่อน นายสุทัศน์ นกเขา อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นลูกจ้างโครงการลุ่มน้ำบางนราฯ เจ้าของบ้านให้การว่า ระหว่างที่นั่งอยู่หน้าบ้านพัก ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน ใส่เสื้อยืดสีดำนุ่งกางเกงยีนส์ขายาว ขี่รถ จยย.แบบผู้หญิงไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขว้างสิ่งแปลกปลอม ข้ามกำแพงรั้ว ตนตกใจจึงได้ลุกและวิ่งหลบหนี อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเกิดระเบิดเสียงดังสนั่น หวั่นไหว จากนั้นคนร้ายขี่รถ จยย.หลบหนีไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการข่มขู่ไทยพุทธให้ออกไปจากพื้นที่ ผู้ว่าฯยะลา ให้กำลังใจ อส.กาลอ ส่วนในเวลา 9.30 น. นายเดชรัฐ สิมสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร นายอำเภอรามัน จ.ยะลา ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการ อส.ตำบลกาลอ ม.2 ต.กาลอ อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ แก่ อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.รามัน และ ชุด ชรบ. ที่อยู่ประจำฐานปฏิบัติการดังกล่าว โดย ผู้ว่าฯ ยะลา ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์คนร้ายไม่ต่ำกว่า 10 คน แต่งกายคล้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกปล้นปืนที่ฐาน อส.ตำบลกาลอ อ.รามัน จ.ยะลา และจับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและ อส.รามัน มัดมือไขว้หลังแล้ว จ่อยิงจนเสียชีวิตรวม 2 ราย ก่อนจะปล้นเอาอาวุธปืนยาวและปืนพกสั้นไป 7 กระบอก เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน ชุดสืบสวน สภ.รามัน จ.ยะลา ได้ตรวจสอบภาพจากวงจรปิด ทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ 1 ใน 10 ที่ร่วมก่อเหตุ คือนายเฟาซี มะแซจือนือแร ที่เคยก่อเหตุไม่สงบมาแล้วหลายครั้ง แม่ทัพ4เฝ้าระวังหาดใหญ่ วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมโรงแรมซากูระแกรนด์วิว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 พบปะกับสมาชิกเครือข่ายวิทยุเครื่องแดง ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ กว่า 500 คน ซึ่งทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ในเขตเทศบาล นครหาดใหญ่ โดยแม่ทัพภาค 4 กล่าวถึงการ ทำงานว่า ได้ใช้แผนเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับ ประชาชน ดำเนินการกับสิ่งที่ผิดกฎหมายซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเคารพในสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการป้องกันและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แม่ทัพภาค 4 ยังได้ย้ำให้มีการเฝ้าระวัง พื้นที่หาดใหญ่เป็นพิเศษ โดยให้เครือข่ายวิทยุ เครื่องแดงช่วยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยหลังจากนี้จะมีการวางจุดวิทยุเครื่องแดงเพิ่มอีก 300 เครื่อง เพื่อ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วหาดใหญ่ให้มากที่สุด

อ่านต่อ...

About This Blog

รายการบล็อกของฉัน

Our Blogger Templates Web Design

  © Blogger templates The Professional Template by Ourblogtemplates.com 2008

Back to TOP